ผลเลือกตั้งมาเลย์ พรรค'นาจิบ' ชนะเลือกตั้ง ได้เก้าอี้เกินครึ่ง
คณะกรรมการเลือกตั้งมาเลเซียเผย พรรคแนวร่วมรัฐบาลชนะการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้เก้าอี้ในสภาทั้งสิ้น 133 ที่นั่ง ขณะที่ฝ่ายค้านไม่ยอมรับผล และโจมตีว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า พรรคแนวร่วม 'บาริซาน เนชันแนล' (บีเอ็น) ของมาเลเซีย ซึ่งนำโดยพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พ.ค. เอาชนะพรรคฝ่ายค้านของนาย อันวาร์ อิบราฮิม และได้ปกครองประเทศต่อไปอีก 5 ปี
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ราว 80% ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของประเทศ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซียประกาศผลการเลือกตั้งในวันนี้ (6 พ.ค.) ว่า พรรคบีเอ็นชนะการเลือกตั้ง และได้เก้าอี้ในสภา 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ขณะที่กลุ่ม ปากาตัน รักเกียต (พีอาร์) แนวร่วมฝ่ายค้าน ได้ไปเพียง 89 ที่นั่ง
ในเวลาต่อมานายนาจิบ วัย 59 ปี ซึ่งจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปกครองมาเลเซียต่ออีก 5 ปี ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนมาเลเซียยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่า มาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และกล่าวหาว่า มีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง เช่น การออกค่าเดินทางผู้สนับสนุนให้ไปใช้สิทธิ์ในรัฐสำคัญ และกรณีน้ำหมึกลบไม่ออกที่ใช้สำหรับประทับนิ้วมือผู้ใช้สิทธิ์แล้ว แท้จริงลบออกง่ายมาก และอาจส่งผลให้เกิดการสวมสิทธิ์เลือกตั้งได้ แต่รัฐบาลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ ชัยชนะของพรรคอัมโนถือเป็นครั้งที่ 15 หลังผูกขาดอำนาจมายาวนานถึง 56 ปี นับตั้งแต่ประกาศเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2500.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า พรรคแนวร่วม 'บาริซาน เนชันแนล' (บีเอ็น) ของมาเลเซีย ซึ่งนำโดยพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พ.ค. เอาชนะพรรคฝ่ายค้านของนาย อันวาร์ อิบราฮิม และได้ปกครองประเทศต่อไปอีก 5 ปี
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ราว 80% ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของประเทศ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซียประกาศผลการเลือกตั้งในวันนี้ (6 พ.ค.) ว่า พรรคบีเอ็นชนะการเลือกตั้ง และได้เก้าอี้ในสภา 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ขณะที่กลุ่ม ปากาตัน รักเกียต (พีอาร์) แนวร่วมฝ่ายค้าน ได้ไปเพียง 89 ที่นั่ง
ในเวลาต่อมานายนาจิบ วัย 59 ปี ซึ่งจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปกครองมาเลเซียต่ออีก 5 ปี ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนมาเลเซียยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่า มาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
อันวาร์ อิบราฮิม
ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และกล่าวหาว่า มีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง เช่น การออกค่าเดินทางผู้สนับสนุนให้ไปใช้สิทธิ์ในรัฐสำคัญ และกรณีน้ำหมึกลบไม่ออกที่ใช้สำหรับประทับนิ้วมือผู้ใช้สิทธิ์แล้ว แท้จริงลบออกง่ายมาก และอาจส่งผลให้เกิดการสวมสิทธิ์เลือกตั้งได้ แต่รัฐบาลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ ชัยชนะของพรรคอัมโนถือเป็นครั้งที่ 15 หลังผูกขาดอำนาจมายาวนานถึง 56 ปี นับตั้งแต่ประกาศเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2500.
จักรภพ เพ็ญแข: วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งมาเลย์
ผลการเลือกตั้งในมาเลเซียออกมาตามคาด นั่นคือพรรคผสมฝ่ายค้าน 3 พรรคที่รวมกันเป็นแนวร่วมประชาชน (PR) ได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่มากพอจะเอาชนะอย่างเด็ดขาดต่อแนวร่วมแห่งชาติ (BN) ของฝ่ายรัฐบาล แต่ทำลายเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของรัฐบาลได้เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี ซึ่งแปลว่าฝ่ายรัฐบาลต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองไปหลายอำนาจ รวมทั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แนวโน้มนี้จะทำให้มาเลเซียเกิดความระส่ำระสายในทางการเมืองและจะส่งผลมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
จากที่นั่ง 222 ที่นั่ง ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นแนวร่วมพรรคการเมือง 33 พรรคคว้าไปได้ 133 ฝ่ายค้านได้ 89 ที่นั่ง รวมกัน 222 ที่นั่งพอดี มาเลเซียเขาไม่นิยมระบบพรรคเล็กพรรคน้อย ใครรู้ว่าอยู่ข้างไหนก็ให้เข้าเป็นแนวร่วมของข้างนั้น มีแนวร่วมพรรคการเมืองอยู่เพียงสองด้าน เสมือนระบบสองพรรคเช่นกัน
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคอ่านการเมืองเก่ง เขาออกมาสื่อสารทันทีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงความไม่พอใจของคนมาเลย์เชื้อสายจีน และรัฐบาลของเขาจะจับประเด็นนี้ขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน แต่ผู้นำแนวร่วมฝ่ายค้านคืออันวาร์ อิบราฮิมก็ใช่ย่อย ออกมาประกาศเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาร่วมประท้วงในความผิดปกติระหว่างการเลือกตั้ง โดยให้ออกมาในวันพุธที่ 8 พ.ค.นี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการสอบสวนในหลายจุดที่เขากล่าวหาว่าเกิดการทุจริตขึ้น
บทที่ฝ่ายค้านเล่นความจริงก็ไม่แปลกนัก เกือบจะเป็นบทบังคับอยู่ สุดแต่ว่าจะเล่นไปถึงขนาดไหนเท่านั้น แต่การที่ฝ่ายรัฐบาลมุ่งตรงไปที่คนจีนในประเทศนับเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะธุรกิจคนจีนเป็นตัวจักรทางเศรษฐกิจสำคัญของมาเลเซีย ถ้าประชาคมนี้ปันใจให้กับฝ่ายค้านอย่างถาวรแล้ว นอกจากคะแนนเสียงที่อาจจะสูญเสียเป็นอันมากแล้ว ยังมีโอกาสสูญเสียเงินสนับสนุนในทางการเมืองอย่างมหาศาลด้วย
มาเลเซียเป็นประเทศประหลาดที่สุดประเทศหนึ่งในแง่เชื้อชาติ ถึงคนมาเลย์จีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งทางเศรษฐกิจ แต่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรธุรกิจชั้นนำกลับถูกบังคับว่าต้องเป็นคนมาเลย์เท่านั้นที่จะนั่งได้ เรียกคนเหล่านี้ว่า ภูมิบุตร หรือ ลูกของแผ่นดิน นับเป็นนโยบายกดขี่ทางเชื้อชาติอย่างเปิดเผยที่สุดในโลกก็ว่าได้
ในระบบราชการที่กล่าวอ้างว่าเป็น “ความมั่นคง” ทุกหนแห่ง คนจีนและคนอินเดียเข้าทำงานไม่ได้ทั้งนั้น ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานด้านความมั่นคง ผมยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจในความอดทนแบบนี้นัก ถ้าเราถูกใช้ให้ทำงานอย่างเหนื่อยยากเพื่อหาเงินเข้าบ้าน แต่เรากลับถูกดูถูกและถูกระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าจงรักภักดีเพียงพอหรือไม่ ก็คงระเบิดเถิดเทิงไปเสียนานแล้ว ไม่ยอมอยู่เป็นน้ำใต้ศอกกันชัดๆ อย่างนี้หรอก
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาทนกันมาได้เกือบ 60 ปีจนระบายออกมานิดๆ ในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมานี้ เราก็ควรติดตามต่อไปว่านโยบาย “เอาใจจีน” ภายในประเทศมาเลเซียจะประสบความสำเร็จสักแค่ไหน และฝ่ายค้านจะสามารถนำภาวะ “14 ตุลา” มาสู่ประเทศของตนได้หรือไม่ เรดาร์ของเราคงต้องจับกระแสทั้งสองทางนั้น
ส่วนผลกระทบต่อการเจรจาดับไฟใต้นั้น ข่าวไม่สู้จะดีนัก เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในฝ่ายค้านหลายคนมาจากฝ่ายที่คัดค้านนโยบายช่วยเหลือไทยของรัฐบาล และหลายคนก็เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในเมืองไทยอยู่ ผมขอตัวที่จะไม่เอ่ยชื่อและระบุรัฐที่ ส.ส. เหล่านี้พำนักอยู่ เชื่อว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทยคงทราบอยู่บ้างแล้ว ผมจะส่งรายชื่อเพิ่มเติมกันหลังไมค์ต่อไปเพื่อให้รายชื่อนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เอาเถิดครับ ถึงเราจะบังคับเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราให้ถูกใจเราหรือสอดรับต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเราทั้งหมดไม่ได้ แต่เราก็วางแผนต่างๆ ตามข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาไปกว่าเดิมหรอกครับ เพียงเราอย่าประมาทเหมือนเดิมเท่านั้น
จากที่นั่ง 222 ที่นั่ง ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นแนวร่วมพรรคการเมือง 33 พรรคคว้าไปได้ 133 ฝ่ายค้านได้ 89 ที่นั่ง รวมกัน 222 ที่นั่งพอดี มาเลเซียเขาไม่นิยมระบบพรรคเล็กพรรคน้อย ใครรู้ว่าอยู่ข้างไหนก็ให้เข้าเป็นแนวร่วมของข้างนั้น มีแนวร่วมพรรคการเมืองอยู่เพียงสองด้าน เสมือนระบบสองพรรคเช่นกัน
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคอ่านการเมืองเก่ง เขาออกมาสื่อสารทันทีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงความไม่พอใจของคนมาเลย์เชื้อสายจีน และรัฐบาลของเขาจะจับประเด็นนี้ขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน แต่ผู้นำแนวร่วมฝ่ายค้านคืออันวาร์ อิบราฮิมก็ใช่ย่อย ออกมาประกาศเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาร่วมประท้วงในความผิดปกติระหว่างการเลือกตั้ง โดยให้ออกมาในวันพุธที่ 8 พ.ค.นี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการสอบสวนในหลายจุดที่เขากล่าวหาว่าเกิดการทุจริตขึ้น
บทที่ฝ่ายค้านเล่นความจริงก็ไม่แปลกนัก เกือบจะเป็นบทบังคับอยู่ สุดแต่ว่าจะเล่นไปถึงขนาดไหนเท่านั้น แต่การที่ฝ่ายรัฐบาลมุ่งตรงไปที่คนจีนในประเทศนับเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะธุรกิจคนจีนเป็นตัวจักรทางเศรษฐกิจสำคัญของมาเลเซีย ถ้าประชาคมนี้ปันใจให้กับฝ่ายค้านอย่างถาวรแล้ว นอกจากคะแนนเสียงที่อาจจะสูญเสียเป็นอันมากแล้ว ยังมีโอกาสสูญเสียเงินสนับสนุนในทางการเมืองอย่างมหาศาลด้วย
มาเลเซียเป็นประเทศประหลาดที่สุดประเทศหนึ่งในแง่เชื้อชาติ ถึงคนมาเลย์จีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งทางเศรษฐกิจ แต่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรธุรกิจชั้นนำกลับถูกบังคับว่าต้องเป็นคนมาเลย์เท่านั้นที่จะนั่งได้ เรียกคนเหล่านี้ว่า ภูมิบุตร หรือ ลูกของแผ่นดิน นับเป็นนโยบายกดขี่ทางเชื้อชาติอย่างเปิดเผยที่สุดในโลกก็ว่าได้
ในระบบราชการที่กล่าวอ้างว่าเป็น “ความมั่นคง” ทุกหนแห่ง คนจีนและคนอินเดียเข้าทำงานไม่ได้ทั้งนั้น ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานด้านความมั่นคง ผมยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจในความอดทนแบบนี้นัก ถ้าเราถูกใช้ให้ทำงานอย่างเหนื่อยยากเพื่อหาเงินเข้าบ้าน แต่เรากลับถูกดูถูกและถูกระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าจงรักภักดีเพียงพอหรือไม่ ก็คงระเบิดเถิดเทิงไปเสียนานแล้ว ไม่ยอมอยู่เป็นน้ำใต้ศอกกันชัดๆ อย่างนี้หรอก
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาทนกันมาได้เกือบ 60 ปีจนระบายออกมานิดๆ ในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมานี้ เราก็ควรติดตามต่อไปว่านโยบาย “เอาใจจีน” ภายในประเทศมาเลเซียจะประสบความสำเร็จสักแค่ไหน และฝ่ายค้านจะสามารถนำภาวะ “14 ตุลา” มาสู่ประเทศของตนได้หรือไม่ เรดาร์ของเราคงต้องจับกระแสทั้งสองทางนั้น
ส่วนผลกระทบต่อการเจรจาดับไฟใต้นั้น ข่าวไม่สู้จะดีนัก เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในฝ่ายค้านหลายคนมาจากฝ่ายที่คัดค้านนโยบายช่วยเหลือไทยของรัฐบาล และหลายคนก็เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในเมืองไทยอยู่ ผมขอตัวที่จะไม่เอ่ยชื่อและระบุรัฐที่ ส.ส. เหล่านี้พำนักอยู่ เชื่อว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทยคงทราบอยู่บ้างแล้ว ผมจะส่งรายชื่อเพิ่มเติมกันหลังไมค์ต่อไปเพื่อให้รายชื่อนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เอาเถิดครับ ถึงเราจะบังคับเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราให้ถูกใจเราหรือสอดรับต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเราทั้งหมดไม่ได้ แต่เราก็วางแผนต่างๆ ตามข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาไปกว่าเดิมหรอกครับ เพียงเราอย่าประมาทเหมือนเดิมเท่านั้น